ประวัติเชียร์ลีดดิ้งโลก และ ประเทศไทย
พิมพ์ซ้ำโดย BCAS CHEER LEADER Magazine
ประวัติของเชียร์ลีดดิ้ง
ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร CHEER LEADER โดยได้รับการอนุญาตจาก The
Official Cheerleaders Handbook ซึ่งเขียนโดย Randy Neil และ
Elaine Hart, และสมาคม The World Cheerleading Association
ประวัติของเชียรลีดดิ้งนั้นเริ่มแรกต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนปลายปีค.ศ.
1880 เมื่อแรกเริ่มเดิมทีมีการบันทึกไว้ว่าเป็นการแสดงการร้องตะโกนเชียร์กีฬาเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยอเมริกันทำนองว่า
RAY, RAY, RAY! TIGER, TIGER, TIGER, SIS, SIS, SIS! BOOM,
BOOM, BOOM! Aaaaah! PRINCETON, PRINCETON, PRINCETON! โดยปรับรูปแถวเกาะกันเป็นขบวนรถไฟ
ซึ่งนี่ก็คือการเชียร์ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอลในระดับมหาวิทยาลัย
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นและได้ยินในหน้าประวัติศาสตร์
ในปี 1884 นาย Thomas Peebles บัณฑิตจาก
Princeton University ได้นำเอาวัฒนธรรมการตะโกนร้องเชียร์อันนี้พร้อมกับการเล่น
(อเมริกัน) ฟุตบอลแบบใหม่ (จริงๆแล้วมาจากกีฬารักบี้) ไปที่
University of Minnesota ด้วย ตั้งแต่นั้นมาจึงกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นผู้สร้างวัฒนธรรมการเชียร์นี้เรื่อยๆมา
กีฬาเชียร์ลีดดิ้งอย่างที่เรารู้จักในวันนี้
ได้ถูกริเริ่มนำมาโดยนาย Johnny Campbell ในปี 1898 โดยในขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาของ
University of Minnesota นาย Johnny เองเป็นผู้ที่นั่งอยู่หน้าคนดูบนอัฒจรรย์ในระหว่างการแข่งขันฟุตบอล
แล้วก็นำคนดูให้ร้องเชียร์แต่ก็ยังคงใช้การตะโกน Rah, Rah,
Rah! Sku-u-mar, Hoo-Rah! Hoo-Rah! Varsity! Varsity! Varsity,
Minn-e-So-Tah! อยู่
การเปลี่ยนแปลงการเชียร์ของ Johnny
Campbell นั้น ได้ถูกบันทึกเป็นเรื่องราวและปรากฏใน Ariel
นิตยสารนักเรียน Minnesota พิมพ์แจกสู่สาธารณะในฉบับวันที่ 12
พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1898 เนื้อความตีพิมพ์ว่า บุคคลดังต่อไปนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงเพื่อการนำร้องตะโกนเชียร์วันนี้
Jack (sic) Campbell, F.G. Kotlaba, M.J.Luby, Albert Armstrong
แห่งสภาบัญฑิต, Wickersham แห่งคณะกฏหมาย, และ Litzenverg แห่งคณะแพทย์
ผู้ชายเหล่านี้ทำให้ทุกคนเชื่อและรู้สึกเหมือนๆว่าเมื่อคุณออกจากสนามการแข่งขันคุณแทบจะหยุดหายใจ
และเสียงของคุณก็แหบแห้ง เพราะว่านี่คือนัดสุดท้ายของที่นี่
มันแสดงให้เห็นสู่สายตาทุกคนใน Minnesota ว่ามีความกระตือรือล้นและรักในสถาบันขนาดไหน
และนี่คือการเกิดของกีฬาเชียร์ลีดดิ้งอย่างเป็นทางการ ณ วันที่
2 พฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1898
ในท้ายของปี 1919 มหาวิทยาลัยใหญ่ๆในอเมริกาเริ่มที่จะกลายมาเป็น
ยิ่งใหญ่ มากยิ่งขึ้น จากเหตุผลบางประการในห้วงเวลานั้น ความยิ่งใหญ่ไม่ว่าอะไรก็ตามในมหาวิทยาลัยของคุณจะต้องมีรวมอยู่ด้วย
เช่นสนามกีฬาที่ใหญ่เป็นต้น สนามกีฬาสามารถที่จะจุผู้ชมได้มาก
และคนดูจำนวนมากนี้แหละจะช่วยสร้างทีมอเมริกันฟุตบอลที่ดีขึ้นมาได้
และจะดีขนาดไหนถ้าทีมอเมริกันฟุตบอลนั้นสามารถดึงความสนใจคน
ทำให้คนนึกไปถึงสถาบัน ความน่าสนใจนี้ก็คือชื่อของการแข่งขัน
และถ้าคุณสามารถที่จะทำให้มันน่าสนใจได้ นั่นก็หมายถึงว่าสถาบันของคุณสามารถที่จะแสดงให้เห็นได้ว่า
นอกจากมีชื่อเสียงในเรื่องของการศึกษาแล้วก็ยังมีชื่อเสียงในเรื่องของการกีฬาที่ดีพอๆกันด้วย
สำหรับ University of Kansas มันอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ทีมอเมริกันฟุตลอลของสถาบันนี้ที่ชื่อว่า
Jayhawks ได้ไปเล่นในสนาม McCook Stadium ที่สุดแสนจะเก่าและผุพัง
อีกทั้งยังมีที่นั่งจุคนดูได้แค่สองพันคนเท่านั้น น้อยนักที่ทีมอเมริกันฟุตบอลที่ใหญ่ๆมีชื่อเสียงจะมาเล่นที่
Kansas เพราะว่าสนามมันสุดแสนจะเล็ก
ตอนบ่ายอันหนาวเย็นในฤดูใบไม้ร่วง
เรื่องราวเกี่ยวกับเชียร์ลีดเดอร์ก็ถูกคลี่ออกมาในหน้าประวัติศาสตร์
และไปนำเอาคำว่า เชียร์ลีดเดอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเชียร์ด้วย
ซึ่งคำที่ว่านี้มันเป็นเรื่องอะไรที่ต้องทำงานกันเป็นทีม คนๆนี้ชื่อนาย
Shirly Windsor (นามสกุลคุ้นๆใช่ไหม ทราบไหมว่าทีมของเค้ามีเพียงสามคนเท่านั้นเอง)
ทีม Kansas ได้ถูกเชิญไปที่ Lincoln,
Nebraska เพื่อที่จะเล่นในการแข่งขันจัดลำดับระดับชาติที่ University
of Nebraska Cornhuskers งานดีๆอย่างนี้ต่างก็เป็นที่หมายปองทีมอเมริกันฟุตบอลดังๆอยู่แล้ว
และทีม Kansas ก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับทีมอื่นๆอาจจะมากกว่าด้วยเพราะว่าทีม
Cornhuskers มีน้ำหนักมากกว่าทีมของ KU ประมาณ 20 ปอนด์ในแต่ละคน
หัวหน้าผู้ฝึกสอน Forrest Allen
นำทีมของเค้าไปแข่งที่ Nebraska และแข่งขันกันบนพื้นสนามที่เย็นและเปียกชื้นซึ่งเป็นที่ลำบากของทีมมาก
ในความจริงแล้วพวกเขาเล่นได้ดีมากซึ่งท้ายที่สุดคะแนนจบที่เสมอกัน
20-20 อย่างน่าประหลาดใจ และจริงๆแล้วทีม KU อาจจะเป็นผู้ชนะด้วยซ้ำถ้าผู้ตัดสินให้คะแนนการทัชดาวน์ในนาทีสุดท้ายโดยไม่เรียกคะแนนคืนภายหลัง
หลังจากที่ทีมJayhawks กลับมาที่
Kansas พวกเขารู้สึกถึงความรู้สึกตื้นตันบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในทีมนี้มาก่อน
พวกเขาได้รับการต้อนรับโดยกลุ่มของนักศึกษาจำนวนพันกว่าคนเมื่อขบวนรถไปที่พวกเขานั่งเข้าเทียบสู่ชานชลา
คงจะเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและมีแนวโน้มที่จะเป็นไป
นาย Shirly Windsor โทรศัพท์ไปหาหัวหน้านักเรียนผู้ที่พอจะมีอำนาจหลายๆคนในมหาวิทยาลัย
เขาขอเงินบริจาคเพื่อที่จะสร้างสนามแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ของสถาบันเอง
หลังจากที่โทรไปหา Wichita, Topeka, หรือว่าเมือง Kansas City
แล้วก็ตาม ท้ายสุดเขาก็ต้องผิดหวัง
ยังพอที่จะเหลืออีกทางหนึ่งที่จะลองทำดู
หลังจากที่กระหืดกระหอบวิ่งขึ้นวิ่งลงตึกอำนวยการอยู่สองรอบไปมา
Shirly ขอเข้าพบกับอธิการบดีขอมหาวิทยาลัยเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนที่เขาได้วางไว้
ท่านอธิการบดีครับ จะไปอะไรไหมถ้าผมจะขออนุญาตให้ท่านสั่งหยุดเรียนทุกวิชาภายในมหาวิทยาลัยในพรุ่งนี้เช้าสักหนึ่งชั่วโมง
ผมคิดว่าเราจะได้เห็นการชุมนุมตัวของนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนครับ
และก็เป็นความกรุณาและเห็นด้วยตามความคิด
ท่านอธิการบดีอนุญาตให้มีการชุมนุมตัวกันได้ในตอนเช้า และในเช้านั้น
Shirly และเพื่อนเชียร์ลีดเดอร์ติดตามอีกสองคนได้เห็นภาพอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนคือ
นักศึกษาจำนวน 4,000 คนยืนแน่นขนัดอยู่ภายในโรงยิม Robinson
เพื่อนๆ นักกีฬาของเราได้นำชัยชนะมาให้กับเรา
เขาอธิบายต่อ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาร่วมกันสร้างสนามแข่งขันของ
KU ที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมา และเราจะได้จัดให้มีการแข่งขันที่เป็นประเพณีของเราเองขึ้นมาใน
Kansas แต่ทว่าเหล่าศิษย์เก่าทั้งหลายไม่ยินดีที่จะช่วยเราเลย
พวกคุณล่ะจะช่วย KU รึเปล่า
หลังจากเสียงเอ็ดอึงด้วยอารมณ์ที่ถูกปลุกเร้า
และเสียงวิพากวิจารณ์นานถึงสามสิบนาที นักศึกษา 4,000 คนนั้นก็ได้วางเงินให้คนละ
60 เหรียญต่อคน (ซึ่งนับได้ว่าสูงมากในเวลานั้น) และนั่นก็คือการรวบรวมเงินที่ใช้เวลาสั้นที่สุดคือหนึ่งชั่วโมง
ได้รับเงินบริจาคมา เกือบๆจะ 250,000 ดอลล่าร์
สองปีต่อมา ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นและชื้นแฉะในตอนบ่ายๆ
ทีม KU แข่งขันกับ Nebraska อีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้บนสนามอนุสรณ์สถานใหม่
ความจุคนดู 30,000 ที่นั่ง และหนึ่งในอเมริกันฟุตบอลประเพณีที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาก็ถือกำเนิดขึ้นมาในครั้งนี้นี่เอง
ประเพณีอันยิ่งใหญ่เกี่ยวกับศิลปการเชียร์ได้พัฒนาต่อมาเรื่อยๆในปีถัดๆมา
ไฮไลท์ต่อไปนี้คือเหตุการณ์ที่เชียร์ลีดดิ้งเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
ปี 1870 ชมรมเชียร์ได้ถูกก่อตั้งขึ้นมาครั้งแรกที่
Princeton Univeristy
ปี 1880 การตะโกนร้องเชียร์นั้นได้ถูกบันทึกไว้ครั้งแรกที่
Princeton Univeristy
ปี 1890 วัฒนธรรมการเชียร์ได้ริเริ่มเข้ามาที่
University of Minnesota และเป็นสถาบันแรกที่มี Fight Song
หรือที่เรียกว่าร้องเพลงตอบโต้กัน
ปี 1900 การใช้โทรโข่งเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น
(แต่ว่าโทรโข่งถูกคิดค้นขึ้นมาเมื่อไหร่ไม่สามารถระบุได้ แต่ถูกใช้ในปี1898)
และถือกำเนิดระบบสมาคมขึ้นครั้งแรกมีชื่อว่า Gamma Sigma
ปี 1910 วัฒนธรรม เหย้า-เยือน
ถูกนำมาใช้ที่ University of Illinois
ปี 1920 ผู้หญิงเริ่มเข้ามามีบทบาทในกีฬาชนิดนี้
เชียร์ลีดเดอร์ของ University of Minnesota เริ่มรวมเอาทักษะทางยิมนาสติกและการตีลังกาเข้าไปในการเชียร์ของพวกเขา
การใช้ป้ายคำพูดที่สะท้อนแสงในส่วนที่เป็นการโชว์การเชียร์นำโดย
Lindley Bothwell ที่ Oregon State University
ปี 1930 ระดับมหาวิทยาลัยและระดับโรงเรียนมัธยมเริ่มมีการเชียร์โดยใช้พู่และทำการแสดงเป็นทางการ
โดยเริ่มแรกพู่นั้นจากกระดาษ
ปี 1940 บริษัทที่เกี่ยวกับเชียร์ลีดเดอร์ถูกตั้งขึ้นมาครั้งแรกโดย
Lawrence R. Herkimer ที่ Dallas, Texas
ปี 1950 เชียร์ลีดเดอร์ในระดับมหาวิทยาลัยเริ่มที่จะเปิดอบรมเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้ในขั้นพื้นฐาน
ปี 1960 พู่ที่ทำจากไวนิลถูกคิดค้นขึ้นมาโดย
Fred Gastoff และถูกแนะนำโดย The International Cheerleading
Foundation (ตอนนี้เป็น W.C.A.). The Bruin High Step เป็นสไตล์ของการเต้นรำและมีการนำเอาพู่เข้าไปประกอบซึ่งค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์
ถูกคิดค้นและพัฒนาโดยมหาวิทยาลัย UCLA และ International Cheerleading
Foundation
ปี 1967 จุดเริ่มต้นปีแรกของการจัดลำดับประจำปีของ
ท็อปเท็นทีมเชียร์ระดับมหาวิทยาลัย และมีการมอบรางวัล Cheerleader
All America โดย International Cheerleading Foundation
ปี 1970 มีการเพิ่มการเชียร์นี้เข้าไปในช่วยให้กีฬามีสีสันมากขึ้นอย่างเช่น
ฟุตบอลหรือว่าบาสเก็ตบอล เชียร์ลีดเดอร์เริ่มที่จะเข้าไปมีส่วนช่วยเชียร์ทีมกีฬาของสถาบัน
บางทีอาจจะเลือกจากทีมเชียร์หลายๆชนิดเพื่อที่จะไปช่วยเชียร์กีฬาอย่างมวยปล้ำ
กีฬาประเภทลู่หรือลาน หรือว่าแม้กระทั่งว่ายน้ำ และในปีนี้เองที่มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันเชียร์ลีดดิ้งในระดับมหาวิทยาลัยออกไปทั่วประเทศผ่านทางช่อง
CBS-TV ในฤดูใบไม้ผลิปี 1978 โดยการร่วมมือระหว่างสถานีโทรทัศน์และ
International Cheerleading Foundation
กีฬาเลียร์ลีดดิ้งเริ่มถูกพิจารณาว่าเป็นกีฬาที่จะต้องเล่นจริงจัง
และเป็นขั้นตอนเนื่องจากทักษะ และความยากที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างเช่นทักษะทางยิมนาสติก
การต่อตัวคู่ ปิรามิด และเทคนิคการกระโดดขั้นสูง หลายๆโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาเริ่มที่จะหันมาเชียร์ให้กับกีฬาบางอย่างที่ใช้ผู้หญิงเป็นตัวเล่น
(บาสเก็ตบอล, วอลเล่ย์บอล) เพิ่มเติมจากกีฬาผู้ชายอย่างเดียว
การอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาชนิดนี้มักจะจัดขึ้นในช่วงฤดูร้อน
หลายๆมหาวิทยาลัยก็มีทุนการศึกษาให้ มีการให้ความเชื่อถือ หรือว่าแม้กระทั่งให้ศึกษาทางไปรษณีย์เต็มหลักสูตรสี่ปี
ปี 1980 การจัดการแข่งขันระดับชาติได้บรรจุการแข่งขันในระดับมัธยมศึกษาเข้าไปด้วยไม่ว่าจะเป็นทั้งรุ่นมัธยมต้นและรุ่นมัธยมปลาย
ซึ่งปกติจะมีเพียงแค่ระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ใช้ระบบเดิมคือแข่งขันและค้นหาทีมที่แข็งแกร่งจากหลายๆทีมจากทั่วประเทศ
และได้มีการจัดอบรมโดย I.C.F. (International Cheerleading Foundation)
เพื่อที่จะเป็นสปอนเซอร์และฝึกสอนให้ผู้ฝึกสอนรุ่นใหม่ โดยเดินสายตลอดทั่วทั้งประเทศ
เชียร์ลีดเดอร์เริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมในงานบริการต่างๆมากมายและเชียร์ลีดเดอร์เองมักจะเป็นที่รู้จักของสื่อต่างๆ
และหากสถาบันนั้นๆเข้าไปช่วยเหลือบางอย่าง สถาบันนั้นก็จะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสถาบันชั้นนำที่มีเชียร์ลีดเดอร์ช่วยส่งเสริมและแสดงให้เห็นถึงความกระตือรือล้น
มีทัศนคติในด้านดี และน้ำใจนักกีฬาภายในรั้วโรงเรียนเองหรือว่าภายนอกสถาบันศึกษาก็ตาม
เรื่องราวของเชียร์ลีดดิ้งนั้นเดินทางมายาวนานนับสิบทศวรรษ
ความสำคัญของตัวมันเองก็เดินทางมายาวนานเช่นเดียวกันและถูกนำมาตีแผ่ให้ทราบกันโดย
Willis Bugbee ในปี 1927 เมื่อเข้าเขียนถึงเชียร์ลีดเดอร์ว่า
เชียร์ลีดเดอร์ที่ซึ่งแต่ก่อนมีคนยอมรับเพียงนิดเดียวแต่ว่ามาบัดนี้เป็นบุคคลผู้ที่ทรงซึ่งอำนาจและมีเกียรติ
ซึ่งจะต้องแลกมากับการแข่งขันเพื่อให้ได้เป็นผู้ชนะในการแข่งขันไม่ว่าจะในระดับมัธยมหรือว่าระดับมหาวิทยาลัยก็ตาม
และมันก็เป็นเรื่องจริงที่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะต้องมีทักษะพิเศษในตัวเพียงพอ
และต้องกล้าแข่งขันเพื่อที่จะได้รับเกียรติและถูกยกย่อง เกียรติที่ว่านั้นเมื่อได้มาแล้วก็จะอยู่ติดตัวไปยาวนาน
ซึ่งโดยมากก็จะเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีความสามารถอย่างแท้จริง
อย่างเช่น ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
Dwight D. Eisenhower, นักแสดงอย่าง Jimmy Stewart และ Krik
Douglas, นักแสดงหญิง Meryl Streep, Raquel Welch, และ Cybil
Shepard ซึ่งนี้ก็เป็นเพียงส่วนเล็กน้อยส่วนหนึ่งเท่านั้น
ไม่ว่าคุณจะเป็น ผู้นำเชียร์ ผู้นำตะโกน
ผู้นำเพลง หรือผู้นำความมีน้ำใจนักกีฬาก็ตาม มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเรียกมันว่าอย่างไร
หรือแม้แต่คุณจะอยู่ในทีมหญิงล้วน ทีมชายล้วน หรือว่าทีมผสมชายและหญิง
คุณก็ต้องฝ่าฟันเพื่อที่จะมุ่งไปในจุดหมายเดียว จุดมุ่งหมายก็คือนำฝูงคนเพื่อให้ร่วมเชียร์ทีมกีฬาไปกับคุณ
สร้างความภาคภูมิใจและน้ำใจนักกีฬาให้ก่อเกิดภายในสถาบันและสังคมที่คุณอยู่
วันนี้เชียร์ลีดเดอร์สนุกกับชื่อเสียงที่ว่าเป็นส่วนนำไปสู่สิ่งที่ดีๆที่สำคัญภายในสถาบันของตนเอง
ทั้งหมดทั้งปวงก็เพราะผู้ชายที่มาจาก Minnesota ที่ไม่สามารถที่จะนั่งหรือว่าทนยืนกลมกลืนอยู่ในฝูงชนนั้นได้
เขาจะต้องออกไปยืนข้างหน้าเท่านั้น ขอบคุณมาก Johnny Campbell!!
อ้างอิงจาก The Official Cheerleaders
Handbook
แปลโดย
นายรภีพงษ์ อุปมา
ผู้ฝึกสอนเชียร์ลีดเดอร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
กรรมการตัดสินเชียร์ลีดดิ้ง
วิทยากรเชียร์ลีดดิ้ง
คณะกรรมการศูนย์ฝึกสอนเชียร์ลีดดิ้ง ICTC
ส่วนเชียร์ลีดเดอร์ในยุโรปเริ่มต้นประมาณปี ค.ศ.1982 โดยรับอิทธิพลจากอเมริกา
มาพร้อม ๆ กับการแข่งขัน รักบี้และบาสเกตบอลและยังแพร่หลายสู่การแข่งขันฟุตบอลและฮอกกี้น้ำแข็ง
โดยปัจจุบันได้มีองค์กรรวมตัวเป็น สมาพันธ์เชียร์ลีดเดอร์ในหลายประเทศในยุโรป
เช่น Austria - Britain - Finland - Germany - Luxembourg-Norway-Slovenia-Sweden-Switzerland
ญี่ปุ่นมีกลุ่มที่ทำหน้าที่นำกองเชียร์อยู่สองกลุ่ม คือ โอเอ็นดัน
หรือว่ากลุ่มนำเชียร์กับกลุ่มเชียร์ลีดเดอร์แบบใน อเมริกา แรกเริ่มเป็นการรับอิทธิพลเข้ามาพร้อมกับกีฬาจากประเทศทางตะวันตก
ในช่วงสมัย เมจิ (1868-1921) และหลังจากนั้นจากช่วงปี 1890 เริ่มเกิดมีกลุ่มนำเชียร์แต่งตัวเครื่องแบบนักเรียน
นำเชียร์ด้วยการร้องตะโกนเพลง เชียร์ประกอบ กับ การตีกลอง โบกธงประจำสถาบัน
ทำหน้าที่กระตุ้นให้กำลังใจในการแข่งขันกีฬา อีกด้านหนึ่ง กล่าวกันว่า
เริ่มจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการจัดตั้งกลุ่มคนขึ้นเพื่อร้องเพลงปลุกขวัญให้
กำลังใจ สำหรับนักบินกามิกาเซ ซึ่งจะต้องนำเครื่องบินบรรทุก
ระเบิดบินพุ่งชนศัตรูแล้วเสียชีวิต จากนั้นได้กลายมาเป็นลักษณะการนำเชียร์ปลุกใจนักกีฬา
โดยจะนำให้กองเชียร์เคาะจังหวะ สัญญาณ ตะโกนเชียร์พร้อม ๆ กัน
โดยลักษณะท่าทางการนำเชียร์จะนำมาจากการแสดงคาบุกิอันเป็นศิลปะการแสดงดั้งเดิมของญี่ปุ่น
ประกอบกับท่าทางของกีฬาซูโม่ กีฬาที่นิยมใช้ทีม โอเอ็นดัน ก็ได้แก่
เบสบอล และ แข่งพายเรือส่วน เชียร์ลีดเดอร์ เป็นการรับเข้ามาจากอเมริกาประมาณ
ค.ศ.1987 โดยยึดรูปแบบตามอเมริกาและมีการจัดการแข่งขันขึ้นมาประจำ
ปัจจุบันการเชียร์ในญี่ปุ่นจะเป็นการร่วมกันระหว่าง สองชมรม
คือ โอเอ็นดัน และ เชียร์ลีดเดอร์
ตัวเอง สันนิษฐานว่าแรกเริ่มมาจากการ
นำร้องเพลงเชียร์และแปรอักษรหน้ากองเชียร์ ต่อมาได้ประยุกต์ท่าทางการคุม
จังหวะเพลงของคอนดักเตอร์ผู้คุมวงดนตรีเข้ามาใช้ โดยในสมัยก่อน
ผู้ทำการนำเชียร์ก็มักเป็นผู้ทำหน้าที่ต่าง ๆ หน้าแสตนด์เชียร์ไปด้วย
จนภายหลังได้จัด ให้มีทีมเชียร์ลีดเดอร์แยกเฉพาะต่างหากเพื่อใช้ควบคุม
จังหวะการร้องเพลง เชียร์โดยเฉพาะ ส่วนประวัติโดยละเอียดนั้นไม่มีการบันทึกไว้แน่นอน
ได้แต่ สันนิษฐานว่าการเชียร์และแปรอักษรนั้นเริ่มจากการเชียร์ระหว่าง
สี่โรงเรียน ในการแข่งขันฟุตบอลประเพณีจตุรมิตร ส่วนเชียร์ลีดเดอร์นั้น
น่าจะเริ่มจาก การแข่งขันฟุตบอลประเพณีจุฬา-ธรรมศาสตร์
ปัจจุบันได้มีการนำท่าทางการเชียร์แบบสากลเข้ามาใช้ในบ้านเรามากขึ้น
แต่ก็เป็นเพียงการ ประยุกต์ใช้เนื่องจากระบบการเชียร์ เพลงเชียร์
ของบ้านเราไม่เหมือนกับที่ต่างประเทศ ในอนาคตคงจะเป็นลักษณะ
ผสมผสานกันกันมากกว่าที่จะเปลี่ยน ไปเป็นรูปแบบอย่างในต่างประเทศ
(อ้าวอิงใน www.cheerleader.tuworld.com)
เชียร์แบบสากลหรือเชียร์ลีดดิ้ง
เกิดขึ้นในประเทศไทยดังนี้
|
|
|
เป็นครั้งแรกมีการจัดการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ในระดับมัธยมศึกษา
โดยมีผู้สนับสนุนคือบริษัทเนสเล่ประเทศไทย ผลิตพันธ์ไมโล ซึ่งจะเป็นการแข่งขันกีฬา มีกองเชียร์
เชียร์ลีดเดอร์แต่ละโรงเรียนมาประชันกัน มีทั้งการแข่งเชียร์ลีดเดอร์ไทย
เชียร์ลีดเดอร์สากล(ซึ่งสมัยนั้นก็จะดูเหมือนเต้นประกอบเพลง)
มีการนำกีฬายืดหยุ่นเข้ามาผสมผสานดูน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก |
|
ต่อมาก็ได้มีการจัดการแข่งขันรายการซีคอนสแควร์คือรายการ
Seacon Square National Cheerleading Competition ซึ่งก็ได้พัฒนารูปแบบขึ้นเรื่อยๆ ตามสื่ออินเตอร์เน็ตที่เริ่มเข้ามาโดยหลายทีมได้พยายามหาข้อมูล วีดีโอ รูปภาพ ตลอดจน IBC และ UTV ได้นำการแข่งขันมาถ่ายทอดทางเคเบิลทีวี จนพัฒนาเป็นการแข่งขันที่มีการต่อตัว เต็มรูปแบบในช่วงปี 2541 ตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นสองระดับ มัธยมปลายและ อุดมศึกษา |
|
- ได้มีการแข่งขันรายการโซเลโล่เชียร์ลีดเดอร์ชิงแชมป์ภาคเหนืออยู่ 2 ปี และต่อมาเป็นการแข่งขันระดับประเทศในปี 2545 โดยเป็นครั้งแรกที่มีการแข่งและหาตัวแทนจากทุกๆภาคเข้ามาแข่งขันและชิงแชมป์ประเทศไทย
- จากนั้นมีการจัดการแข่งในรายการเอเวอร์เซ็นโคโลนเกิดขึ้นที่ห้างเดอะมอบางกระปิ |
2544 |
สมาคมเชียร์ลีดเดอร์ไทยได้ทะเบียน กับศูนย์วัฒนธรรม เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2544 THAI CHEERLEADER ASSOCIATION (TCA.) โดยที่ทำการสมาคมอยู่ภายในห้าง Seacon Square |
|
- มีการแข่งขัน Red Bull Extra Boom โดยจัดการแข่งขันขึ้นในทุกๆภาคและยังมีการแข่งขันในรุ่นประชาชนเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจจากการแข่งขันในระดับภูมิภาคมากที่สุด โดยมีทีมมากกว่า 300 กว่าทีมทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน |
|
เป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการส่งทีมเชียร์ลีดดิ้งไปแข่งขันยังต่างประเทศ โดยทีมเชียร์ลีดเดอร์มหาวิทยาลัยรังสิต ทั้งนี้ยังสามารถ คว้าชัยชนะในการแข่งขัน ฺBCA 2004 ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบเปิด มีทีมเข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ |
|
- มีการแข่งขัน Thailand Cheerleading Competition 2005 เกิดขึ้น และเป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีประเภทการแข่งขันมากขึ้นนอกจาก Cheerleading แล้ว ยังมี Solo Stunt และ Dancing อีกด้วย
- เกิดเหตุน้องหญิงตกจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งภาคตะวันออก จากการซ้อมเชียร์กันเองในคณะเพื่อแข่งในมหาวิทยาลัย จนทำให้วงการเกิดความเข้าใจผิด และต้องกลับมาทบทวนในเรื่องของมาตฐานการฝึก
- ได้จัดตั้งศูนย์ฝึกสอนเชียร์ลีดดิ้งนานาชาติ เกิดขึ้นโดย ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โดยการให้ความรู้ ฝึกสอนที่ถูกต้อง ทั้งในและนอกประเทศ โดยตั้งอยู่มหาวิทยาลัยรังสิต ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและรัฐบาลเป็นผู้อนุมัติ ในการจัดตั้งให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้กับเยาวชนที่สนใจ
- ทีมมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เข้าร่วมการแข่งขัน Cheerleading ในรายการ DOWNUNDER SPIRIT 2005 และสามารถ คว้าชัยชนะในการแข่งขันดังกล่าวอีกด้วย
- สมาคมสโมสรเชียร์ลีดเดอร์ แห่งประเทศไทย Cheerleader Association of Thailand ( C.A.T) ได้จดทะเบียนกับศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ โดยสำนักงานอยู่ที่เชียงใหม่ โดยบริษัท magmedia cm
|
|
- มีการแข่ง Darlie Cheerleader เกิดขึ้นโดยคัดเลือกจากการระดับภาคมาสู่ระดับประเทศ
- ได้มีการจดทะเบียนเป็นครั้งแรกของประเทศไทยกับสหพันธ์กีฬาเชียร์ลีดดิ้งนานาชาติ International Federation of Cheerleading โดยใช้ชื่อเป็น สหพันธ์กีฬาเชียร์ลีดดิ้งประจำประเทศไทย TFC [Thailand Federation of Cheerleading]
- TFC ได้ส่งคณะกรรมการบริหาร ทางด้านเทคนิคเข้าอบรม Coach Class 1 เป็นครั้งแรกของประเทศ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาศักยภาพทีมเชียร์ลีดเดอร์ในประเทศไทย รวมไปถึงการก้าวไปสู่การเป็นผู้ตัดสินระดับโลก |
2551 |
- เป็นครั้งแรกของประเทศไทยในการส่งทีมเชียร์ลีดดิ้ง มหาวิทยาลัยรังสิตไปเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์เอเซีย ในรายการ Asia Cheerleading International Open ครั้งที่ 2 และสามารถ คว้าแชมป์เอเซียอีกด้วยโดยมีทีมเข้าร่วมกว่า 10 ประเทศ
- TFC ได้ส่งคณะกรรมการบริหาร ทางด้านเทคนิกเข้าอบรม Coach Class 2 เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้ตัดสินระดับโลก
- TFC เป็นตัวแทนประเทศไทยในการประชุมอย่างเป็นทางการรวมกับ AFC สหพันกีฬาเชียรืลีดดิ้งเอเซีย |
| |
|
| |
|
ซึ่งได้พยายามพัฒนารูปแบบการแข่งขันให้เข้าไปสู่สากลมากที่สุด
หลังจากนั้นก็มีการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ Red Bull Extra Boom
ซึ่งทางบริษัทมีความสนใจในกลุ่มกีฬา เอ็กซ์ เกมส์ อยู่แล้ว และตามมาด้วยการแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์ในโครงการ
To Be Number 1 เป็นหนึ่งในโครงการที่สร้างให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และไกลห่างยาเสพติด
และต่อมามีการแข่งขัน Thailand Cheerleading Competition โดยมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นผู้จัดการแข่งขัน
จะเห็นได้ว่าเยาวชน หันมาให้ความสนใจในกีฬาประเภทนี้เป็นอย่างมาก
ซึ่งในอนาคตกีฬาประเภทนี้จะได้รับความสนใจยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมให้เยาวชนที่กำลังจะเล่นกีฬาเชียร์ลีดดิ้งนั้นเล่นอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
(http://www.thaicheerleader.com)
Cheerleading
History
Reprinted
from BCA's CHEER LEADER Magazine
THE HISTORY
OF CHEERLEADING
Published
in CHEER LEADER with kind permission from the 'Official Cheerleaders
Handbook' by Randy Neil and Elaine Hart, and The World Cheerleading
Association
--------------------------------------------------------------------------------
The history
of cheerleading goes as far back as the late 1880's when the
first organised, recorded yell was performed on an American
Campus: "Ray, Ray' Ray! TIGER, TIGER, SIS, SIS, SIS!
BOOM, BOOM, BOOM! Aaaaah! PRINCETON, PRINCETON, PRINCETON!"
Done in locomotive style, was the first seen and heard during
a college football game.
In 1884, Thomas
Peebles, a graduate of Princeton University, took that yell,
and the sport of [American] Football (actually derived from
Rugby), to the University of Minnesota. It was from that campus
that organised cheerleading came into being.
Cheerleading,
as we know it today, was initiated in 1898 by Johnny Campbell,
an undergraduate at the University of Minnesota, who stood
before the crowd at a football game and directed them in a
famous and still used yell. "Rah, Rah, Rah! Sku-u-mar,
Hoo-Rah! Hoo-Rah! Varsity! Varsity! Varsity, Minn-e-So-Tah!"
Johnny Campbell's
innovation of cheerleading was documented in the following
story that appeared in the November 12, 1898, edition of a
Minnesota student publication "Ariel": "The
following were nominated to lead the Yelling today: Jack (sic)
Campbell, F.G. Kotlaba, M.J. Luby, Albert Armstrong of the
Academics; Wickersham of the Laws; and Litzenverg of the Medics.
These men would see to it that everybody leaves the park today
breathless and voiceless, as this is the last game here, it
ought to be a revelation to the people of Minnesota in regard
to University enthusiasm.". And so cheerleading officially
began on November 2, 1898.
In the fall
of 1919, some of America's greatest universities were just
then becoming "great." For some reason, in those
days, greatness was whether or not your university had a big,
big football stadium. A stadium could accommodate large crowds,
and large crowds helped to build good football teams, and
the better your football team the more attention you could
attract to your school. Attention was the name of the game,
and if you could attract it, then your university could build
itself into an important educational institution as well as
being good at sports.
It was a "do
or die" situation for the University of Kansas. For years
their football team the "Jayhawks" had been playing
in rickety old McCook Stadium, which had seats for only 2,000
people. Very few of the "big football teams" would
come and play at Kansas because the crowds were so small.
On a cold
autumn afternoon, a great story of cheerleadership was about
to unfold. And it took a great cheerleader to engineer what
was about to be a massive job. His name was Shirley Windsor
(that's right, and his squad numbered only three individuals.)
Kansas had
been invited to Lincoln, Nebraska, to play the nationally
ranked University of Nebraska Cornhuskers. An awesome task
for any football team, and especially so for the Jayhawks
because the Cornhuskers outweighed the KU team by nearly twenty
pounds per man.
Head Coach
Forrest Allen took his team to Nebraska and on a cold wet
playing field, they played hard. In fact, they fought so well
that the game's final score ended in a surprising tie 20-20.
And KU might even have won the game if a touchdown in the
final minute of play had not been called back by the Referee.
The Jayhawks
came back to Kansas on a tide of enthusiasm that had never
before happened to them. They were greeted by thousands of
cheering students as their train pulled into the depot.
Realising
what the situation could mean, Shirley Windsor called various
influential former KU students on the phone. He was asking
for money to build a big stadium. After calls to Wichita,
Topeka, Kansas City.... Shirley had been turned down cold.
There was
only one thing left to do.
Rushing up
the steps of the KU administration building two at a time,
Shirley asked to see the Chancellor of the university. He
said "Sir, if you would give your permission to stop
all classes for one hour tomorrow morning, I think we could
have the greatest pep rally this school has ever seen."
The Chancellor
gave his okay to the idea, and the next morning Shirley and
his two fellow cheerleaders watched as the 4,000 students
filed into Robinson Gymnasium.
"Our
team has given us a great victory" explained Shirley.
"Now is the time to build KU's first giant stadium so
we can begin a football tradition in Kansas. But our alumni
in cities around Kansas have turned us down. Will you help?"
After thirty
minutes of rousing cheers and ceaseless noise, the 4,000 students
pledged sixty Dollars per person of their own money (that
was truly a lot in those days), and nearly a quarter of a
million Dollars was raised in one short hour!
Two years
later, on another cold wet afternoon, KU played Nebraska again.
This time in the brand-new Memorial Stadium - 30,000 seats!
And one of America's great college sports traditions was born.
Other great
traditions in the art of cheerleading have developed over
the years. The following highlights the major events in cheerleading
history.
1870s: The
first pep club was established at Princeton University.
1880s: The
first organised yell was recorded at Princeton University.
1890s: Organised
cheerleading was initiated at the University of Minnesota,
as well as the first school "fight song".
1900s: Usage
of the megaphone was becoming popular. (When the megaphone
was invented is not known but it was in use on the day cheerleading
began in 1898.) The first cheerleader fraternity, Gamma Sigma,
was organised.
1910: The
first "homecoming" was held at the University of
Illinois
1920s: Women
became active in cheerleading. The University of Minnesota
cheerleaders began to incorporate gymnastics and tumbling
into their cheers. The first flash-card cheering section was
directed by Lindley Bothwell at Oregon State University.
1930s: Universities
and high schools began performing pom-pon routines and using
paper pompons.
1940s: The
first cheerleader company was formed by Lawrence R. Herkimer
of Dallas, Texas.
1950s: College
cheerleaders began conducting cheerleading workshops to teach
fundamental cheerleading skills.
1960s: The
vinyl pompon was invented by Fred Gastoff and introduced by
the International Cheerleading Foundation (now W.C.A.). The
"Bruin High Step" style of pompon routine was developed
by UCLA cheerleaders and the International Cheerleading Foundation.
1967: Marked
the first annual ranking of the "Top Ten College Cheer
Squads" and the initiation of the "Cheerleader All
America" awards by the International Cheerleading Foundation.
1970s: In
addition to cheering for the traditional football and basketball
teams, cheerleaders began supporting all school sports, sometimes
selecting several different squads to cheer for wrestling,
track and swimming. The first nation-wide television broadcast
of the Collegiate Cheerleading Championships on CBS-TV in
the Spring of 1978, initiated by the International Cheerleading
Foundation.
Cheerleading
began to receive recognition as a serious athletic activity
as the skills level dramatically increased in areas such as
gymnastics, partner stunts, pyramids, and advanced jumps.
Many high school cheerleading squads began to cheer for female
sports (basketball, volleyball) in addition to male sports.
Training for
cheerleading coaches was offered at summer cheerleading camps.
Several colleges offered scholarships, college credits, and
a four year letter programme.
1980s: National
cheerleading competitions for junior and senior high school
as well as collegiate squads took place across America. The
I.C.F. Training Course for faculty cheerleading 'sponsors'
and coaches was offered across the United States.
Cheerleaders
increased their involvement in community service projects.
Cheerleaders received national media recognition as one of
the most important school leadership groups to promote enthusiastic,
positive attitudes and school spirit within schools and the
community.
Cheerleading
has come a long way in ten decades. The importance of cheerleading
has also come a long way and was first acknowledged by Willis
Bugbee in 1927, when he wrote:
"The
cheerleader, where once was merely tolerated, is now a person
of real estate. His prestige is such that at many schools
and colleges he must win his place in competitive examination."
And it is
true today, that a person must be highly skilled and competitive
in order to achieve the honoured and respected position of
cheerleader. This cherished position has, throughout the years,
been held by some truly famous talented people.
The list includes
former US President Dwight D. Eisenhower, actors Jimmy Stewart
and Kirk Douglas, actresses Meryl Streep, Raquel Welch, and
Cybil Shepard, just to name a few.
Whether you
are a cheerleader, a yell leader, a songleader or a spiritleader
(variations on the term "cheerleader"), or whether
you are on an all female, an all male, or a combination male/female
squad, you are striving towards one goal. That goal is to
effectively lead a crowd in support of an athletic team and
to generate spirit and pride within a school or community.
Today cheerleading
enjoys a reputation of being an important leadership force
on practically every high school and college campus in America.
All of this is because of a man in Minnesota who couldn't
stand sitting in the bleachers. He had to be in front of them!
Thank you Johnny Campbell!!
|